ตะลุยงาน Techsauce Global Summit 2018

25

ผ่านมาแป๊บๆ ตอนนี้ก็ถึงเดือนมิถุนายนแล้วนะคะ ช่วงนี้งานแน่นมากค่าาา บินกลับมาจาก ฝรั่งเศสไม่นานก็มาอัปเดตเทคโนโลยีในงาน Techsauce Global Summit 2018 ต่อเลย

_DSC8227

Techsauce เป็นการรวมคำ 2 คำ คือ Tech ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยี และคำที่ 2 ก็คือ Sauce ที่เราหมายถึง Sauce เครื่องปรุงรส และการเล่นคำ Source ที่หมายถึงแหล่งข่าว เมื่อนำสอง อย่างมารวม กันงาน Techsauce ก็จะหมายถึงงานที่เกี่ยวกับด้าน Tech Startup ที่มีความอร่อย ทานง่าย เข้าใจง่าย นั้นเองค่าา
 _DSC8469งานนี้ถือเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งใน Southeast Asia  ซึ่งภายในงานได้เชิญ Speaker ชื่อดังระดับโลก มารวมตัวกันไว้มากกว่า 250 ชีวิต ซึ่งแต่ละคนนั้นค่าตัวไม่ต้องพูดถึงค่ะ มโหฬารทั้งนั้น แม้แต่คนต่างชาติยังบินมาชมงานในครั้งนี้เพียบ  ซึ่งเฟื่องมีโอกาสได้ไปมาเลยขออนุญาตเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกันค่าาา
 DSC09204เมื่อเข้ามาในงานสิ่งที่สะดุดตามากๆ คือ “ Skyeye Tecl ” ค่ะ ถ้าใครเคยดูหนัง Fast 7 คงจะเห็นว่าในหนังนั้นมีการใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าจากกล้องทุกตัวบนโลกที่เรียกว่า “ตาเทพ”
 DSC09199ซึ่งตอนนี้ตาเทพนั้นสามารถให้เราได้ใช้กันจริงๆ แล้วค่าา แต่ไม่ได้เป็นการ Hack จากกล้องคนอื่นเหมือนในหนัง แต่เป็นการตั้งกล้องเอาไว้เพื่อตรวจจับใบหน้า ซึ่งในประเทศจีน ได้มีการใช้ระบบนี้มาสักพักใหญ่ๆ แล้ว  และเฟื่องเชื่อว่าในอีกไม่นานก็จะเอาไปใช้กับรถไฟฟ้า หรือสถานที่สำคัญๆ อย่างแน่นอนเพราะสะดวกกว่าการใช้บัตรมากค่ะ
 DSC09265ระยะเวลาในการแยกแยะบุคคลก็ทำได้เร็วมากเพียงเสี้ยววินาที อย่างในภาพจะบอก รายละเอียดของบุคคลที่ถูก Add เข้าไปในระบบให้ด้วยว่าคือใคร ซึ่งในภาพก็คือน้องวีวี่ Content สาว ของเฟื่องเอง ใครชอบก็ลองไปตามหา Facebook หรือ IG กันได้นะคะ ยังโสดด5555555
 DSC09186มาต่อกันกับอีกอุปกรณ์ที่หน้าสนใจคือ “แหวนพูดได้” เป็นอุปกรณ์จาก ORII ที่เปรียบเสมือนหูฟัง Bluetooth

232b70d28ff1bbe2a76c5d11fce306fd_originalวิธีการใช้งานคือเอานิ้วที่สวมแหวนไปอุดไว้ที่หูแล้วเราจะได้ยินเสียง ซึ่งสามารถเอามาใช้คุยโทรศัพท์ได้ อ่านข้อความให้เราฟัง และยังสามารถรับคำสั่งเสียงจากเราได้อีกด้วย เจ๋งมากๆ ค่ะ
 _DSC8330มาถึงอีก Booth ที่ไปแล้วชอบมากค่ะ นั้นก็คือ dtac ปีนี้ก็ได้ขน 11 Startup ที่เข้าร่วมโครงการ dtac accelerate batch 6 มาในงานนี้ด้วย น่าสนใจกันทุกทีมเลย
 Screen Shot 2018-06-28 at 1.36.32 PMแต่ที่เลิฟที่สุดคงหนีไม่พ้นหัวข้อการ Workshop ที่น่าสนใจมากๆ เฟื่องสรุปไว้ให้หมดแล้วค่ะ ตามมาดูกันเลย

_DSC8487หัวข้อที่น่าสนใจในงานก็น่าจะเป็น Workshop แบบ exclusive กับคุณ Nir Eyal ที่มาพูดถึง Hooked ! ซึ่งเป็นหนังสือชื่อดังที่เขาเขียนเองเนื้อหาดีมาก สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้แถมยังอาจจะสามารถเอามาใช้ในชีวิตประจำวันทั่วๆไปได้อีกด้วย เนื้อหาจะมีอะไรบ้าง ไปอ่านกันเลยดีกว่าค่ะ ;DScreen Shot 2018-07-02 at 10.43.13 AMที่เห็นข้างบนนี้คือ ‘HOOK Canvas’ ที่คุณ Nir คิดขึ้นมา เป็นทฤษฎีง่ายๆ ที่จะทำให้ลูกค้าหรือคนเราเกิดพฤติกรรมต่างๆ จนเคยชินโดยไม่รู้ตัวได้ ซึ่งทฤษฎีนี้ถูกนำไปใช้งานกับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในหลายๆประเภท เช่น Facebook, Whatsapp, Twitter, Instagram ซึ่งถ้าเราเอาทฤษฎีนี้มาปรับใช้ ก็จะสามารถทำให้ธุรกิจของเราเป็นที่สนใจของผู้ใช้งานได้ไม่ยาก

เนื้อหาหลักๆ ถูกแบ่งเป็นทั้งหมด 4 ข้อ ตามที่เห็นข้างบนเลย โดยเริ่มจาก ช่องแรก Trigger ไป Action ไปสู่การให้ Reward และจบท้ายด้วย Investment

  1. Trigger : สิ่งกระตุ้น

สิ่งกระตุ้นจะเกิดขึ้นจากการที่เราบอกผู้ใช้งาน ว่าเค้าจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วจะต้องทำอะไรต่อ อย่างเข้าใจได้ง่ายที่สุด ซึ่งถูกแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สิ่งกระตุ้นภายนอก และสิ่งกระตุ้นภายใน

  • สิ่งกระตุ้นภายนอก จะเป็นรายละเอียดหรือข้อมูลต่างๆ ที่บอกผู้ใช้งานว่าจะต้องทำอะไร สามารถมองเห็นและรับรู้ได้ง่าย อย่างเช่น ปุ่มกดในเว็บไซด์ ที่สามารถหาเจอหรือมองเห็นได้ง่าย
  • สิ่งกระตุ้นภายใน เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในผู้ใช้งาน มักจะแทรกไปกับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อารมณ์ ความต้องการ ซึ่งมักจะถูกแบ่งเป็น อารมณ์ในเชิงบวก และ อารมณ์ในเชิงลบ (คนเราจริงๆแล้วไม่ได้ถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์เชิงบวกนะ แต่เราถูกกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ จากอารมณ์เชิงลบ ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีความทุกข์ เราจะพยายามทำอะไรซักอย่าง เพื่อให้เราหายทุกข์ หรือมีความสุขนั่นเอง)

** เราจะต้องหาสิ่งที่จะกระตุ้นลูกค้าของเราให้ได้ เพื่อที่จะทำให้ลูกค้ามาซื้อของหรือใช้บริการของเรา เช่น instagram เกิดจากการที่คนกลัวที่จะเสีย โมเม้นที่เกิดขึ้นไป ก็เลยจะต้องถ่ายรูปเก็บไว้ และก็จะต้องคอยไถดูอยู่เรื่อยๆ เพราะกลัวพลาดเรื่องอัพเดทของเพื่อนๆ หรือคนอื่นๆ ไป (เห็นมั้ยย ว่าเราถูกเล่นอยู่กับอารมณ์เชิงลบ ในการกลัวที่จะตกเทรนหรือไม่รู้เรื่องของคนอื่น)

  1. Action : การกระทำ

การกระทำจะเกิดขึ้นได้ จะต้องมี “แรงจูงใจ ความสามารถ สิ่งกระตุ้น” 3 อย่างในเวลาเดียวกัน ถ้าเกิดว่าไม่ครบ ก็อาจจะทำให้ไม่เกิดการกระทำขึ้น และการมีครบ 3 อย่างนี้ จะทำให้คนทำการกระทำนั้นๆ ซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราจะต้องหาทั้ง 3 อย่างนี้กับกลุ่มลูกค้าของเราให้เจอ

** ใจความหลักๆ คือ เราจะต้องทำให้คนใช้งานได้ง่ายที่สุด และถ้าเราทำอะไรซ้ำๆ เราจะยิ่งรู้สึกว่ามันง่ายขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะทำจนเคยชิน และทำเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว (ถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็เหมือนที่หลังๆ พวกเราไถ feeds Facebook หรือ instagram กันนั่นแหละ ตอนแรกๆ พวกเราก็ไม่ได้ชินกันหรอก แต่พอมีสิ่งกระตุ้น  มีแรงมาจูงใจให้ทำ แล้วตัวเราก็สามารถทำได้ เราเลยเคยชินไงล่าา เห็นมั้ยว่ามันมาพร้อมกัน 3 อย่างเลย)

  1. Reward : รางวัลหรือผลตอบแทน

แน่นอนว่าคนเรามักจะชอบเวลาที่เราทำอะไรแล้วเราได้อะไรบางอย่างตอบแทนคืนมา ซึ่งการให้รางวัลหรือผลตอบแทน จะทำให้ลูกค้าหรือกลุ่มผู้ใช้งาน เกิดพฤติกรรมที่เราต้องการจะให้เกิดได้มากขึ้นไปอีก หลังจากทำเป็นนิสัยแล้ว แต่เราจะต้องหาให้เจอนะ ว่ารางวัลหรือผลตอบแทนที่ลูกค้าเราอยากได้ คืออะไร เพราะถ้าให้รางวัลไม่ถูกใจ ก็ไม่เกิดประโยชน์นะจ๊ะ  ซึ่งรางวัลหรือผลตอบแทนเนี่ย มันก็มีได้หลายแบบ เช่น

  • การ Hunt  หรือการไล่ล่า : ตัวอย่างที่ คุณ Nir ยกมาแล้วเห็นภาพได้ง่ายก็คือ New feeds Facebook หรือ instagram การที่เรามีพฤติกรรมต้องไถดูเรื่อยๆ เพราะว่าเราไม่ได้เจอสิ่งทีเราถูกใจตั้งแต่แรก แต่พอเราเปิดมาแล้วเรายังไม่ถูกใจ เราก็จะพยายามไถๆ เลื่อนหาอันที่เราอยากเห็น ซึ่งนั่นทำให้เราเกิดพฤติกรรมการไถถถถถ ;P
  • Self-achievement ความสำเร็จของตนเอง : ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจะเป็นในเรื่องของ Notifications ที่พอเราเห็นว่ามีตัวแดงๆ ขึ้นมา เราจะอยากเคลียร์มันออกไป พอได้เปิดดูแล้วตัวแดงๆ หายไป เหมือนเราได้ทำอะไรบางอย่างสำเร็จแล้ว

4.Investment : การลงทุน

เราควรที่จะมีอะไรอยู่ในธุรกิจของเรา เพื่อที่จะสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าหรือธุรกิจของเราในอนาคต ซึ่งการลงทุนนี้ จะช่วยให้สร้างพฤติกรรม หรือเกิด Hook อย่างต่อเนื่องได้เรื่อยๆ ไม่มีวันจบ โดยมากแล้ว investment จะเชื่อมโยงกับ สิ่งกระตุ้นภายนอก ที่สามารถมองเห็นได้ชัด เช่น

  • คุณค่าต่างๆ ที่เกิดจากการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น Content หรือโพสที่เราสร้างขึ้น แล้วถูกจัดเก็บไว้ใน Facebook  หรือเว็บไซด์ของเรา รวมไปถึง รูปภาพ หรือจำนวน follower ที่เราสะสมไว้ ถือเป็นการลงทุนทั้งหมด ซึ่งพอเรามีสิ่งพวกนี้เยอะๆ เราก็ไม่อยากที่จะปิด Facebook หรือปิด IG เพราะคุณค่าที่เราเก็บๆ ลงทุนไว้ มันจะหายไปนั่นเอง
  • ชื่อเสียง แน่นอนว่ายุคนี้เป็นยุคของ youtuber, blogger ยอดไลค์ ยอดแชร์ ยอดติดตาม ไม่ได้ให้แค่คุณค่าเท่านั้น แต่มันยังตามมาด้วยเรื่องของ ชื่อเสียงด้วย และนั่นก็มีผลทำให้คนยังคงใช้ social media กันอย่างต่อเนื่อง แล้ววเป็น loop HOOKED !

นี่ก็เป็นสรุปใจความสำคัญที่เราได้ฟังจากคุณ Nir มาาา ซึ่งถ้าใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม ในหนังสือ Hooked ของคุณ Nir จะลงรายละเอียดไปอีก นี่เราก็ว่าจะไปหามาอ่านเหมือนกัน เพราะเราว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลย และเราทุกคนก็น่าที่จะรู้ไว้ เนื่องจากว่ามันเกี่ยวข้องแทบทุกอย่างของชีวิตพวกเราเลยก็ว่าได้ อ้อออ คุณ Nir มีการปิดท้ายด้วยนะ ว่าอยากให้ทุกคน เอาทฤษฎีนี้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด แต่อยากให้ใช้ในแง่ดี ทำให้คนเกิดพฤติกรรมคุ้นชินที่ดีๆ มากกว่าการเสพย์ติด Social media ;D

DSC09148ต่อมาก็เป็นการ Workshop กับคุณ ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับ  Blockchain นั่งฟังเพลินๆ ไม่มีความรู้พื้นฐานก็เข้าใจได้ ว่า Blockchain มีความเป็นมายังไงแล้วก็มีหลักการการทำงานแบบไหน

_DSC8367ที่นั่งตรงกลาง คุณโน้ต เฉลิมยุทธ์ บุญมา, Head of Bootcamp and Community, dtac accelerate

นอกจากนี้ในงานยังมี Panel ใน Startup Stage หัวข้อ “การตรวจสอบความเป็นไปได้ของไอเดียธุรกิจและการระดมเงิน” ด้วย เพราะเดี๋ยวนี้หลายๆ คนที่ทำ Startup ก็น่าจะมีการลองผิดลองถูกกันมาหลายอย่าง ล้มเหลวก็มี ประสบความสำเร็จก็เยอะ ในงานนี้ก็มีหัวข้อ “การตรวจสอบความเป็นไปได้ของไอเดียธุรกิจและการระดมเงิน” จากใน Booth dtac ด้วย ใครที่กำลังทำธุรกิจจะได้ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น ตามดูกันเลยว่าจะมีอะไรบ้าง 😀

สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ควรจะรู้และตรวจสอบความเป็นไปได้ของธุรกิจมีดังนี้

1.หา Product หรือสินค้าที่ชัดเจนให้เจอ

การหาสินค้าหรือ Product ที่ชัดเจนให้เจอ เป็นสิ่งที่สำคัญมากกก เราจะต้องรู้ว่าเราจะขายอะไร จะทำอะไร เพื่อที่จะได้หากลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของเราได้ถูกต้อง

2.หากลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มลูกค้าที่จะซื้อสินค้าหรือใช้บริการของเราให้เจอ

เพราะลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายจะเป็นคนที่ซื้อหรือใช้บริการของเรา เราควรจะต้องรู้จักลูกค้าของเราให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะสร้างสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการได้อย่างถูกต้อง โดยกลุ่มลูกค้าอาจจะเป็นกลุ่มเล็กๆ เฉพาะเจาะจงก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไปกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น

* เราสามารถใช้ ‘Lean framework’ ตัวช่วยในการหาสินค้าและบริการ รวมถึงหากลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องได้ โดยเริ่มจาก การกรอกรายละเอียดต่างๆ ลง frame work (ถ้ามีตัวเลขหรือข้อมูลอะไร ใส่เข้าไปด้วยเลยน้า) หลังจากนั้นให้ทำการทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย และเอา feedback คำแนะนำ ติชม จากกลุ่มลูกค้ามาแก้ไข ปรับปรุงไอเดียหรือผลิตภัณฑ์ที่เราคิดขึ้นมา และกรอกรายละเอียดต่างๆ ลงใน Framework ใหม่ หลังจากการทดลอง ให้ทำแบบนี้วนไปมาๆ จนได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาดและกลุ่มเป้าหมาย

3.มีความเข้าใจตลาดของธุรกิจที่ทำ

หลังจากที่รู้สินค้าและบริการที่ชัดเจน และรู้กลุ่มลูกค้าแล้ว เราจะต้องทำความเข้าใจตลาดของธุรกิจที่เราจะทำด้วย ว่าตลาดของธุรกิจที่เราสนใจนั้น มีขนาดใหญ่แค่ไหน เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า เรามีโอกาสขยายไปมากน้อยแค่ไหนในอนาคต และจะได้วางแผนการทำธุรกิจได้ถูกต้อง เหมาะสมกับขนาดตลาด

4.Value หรือสิ่งที่มีคุณค่าที่จะมอบให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา

สินค้าหรือบริการของเรา ควรจะเป็นสิ่งที่มอบคุณค่าให้กับลูกค้าด้วย ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาให้กับลูกค้าเท่านั้น เพราะคุณค่าที่เรามอบให้ จะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าประทับใจในสินค้าหรือบริการของเราในระยะยาว

5.ดูองค์ความรู้และความสามารถของคนในทีม

การที่เรารู้ความสามารถของคนในทีม จะทำให้เราใช้ศักยภาพของคนในทีมได้ถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงหาสมาชิกในทีมเพิ่มในส่วนที่ยังขาดได้ถูกต้องและเหมาะสม

6.ทรัพยากรที่มีในส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากทีม

ทรัพยากรต่างๆ ที่เรามีอยู่ในมือก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการที่เรารู้ว่า เรามีทรัพยากรอะไรอยู่ในมือ จะทำให้เราจัดสรรสิ่งที่เรามีได้คุ้มค่า รู้ว่าจุดเด่นคืออะไร จุดด้อยคืออะไร และควรมองหาอะไรหรือต้องการอะไรเพิ่มเติม

สิ่งที่ควรรู้หรือตรวจสอบในเรื่องของการเงินและการหาเงินลงทุน (raise fund)

_DSC8395

1.ต้องเข้าใจว่าเราอยู่ตรงจุดไหน

การทำธุรกิจ โดยเฉพาะ Startup นั้นมีหลายช่วง หลายระยะ แต่ละระยะก็จะมีรายละเอียดและมีความต้องการที่แตกต่างกัน เราควรหาจุดหรือระยะที่เราอยู่ให้ถูกต้อง เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า เราควรจะต้องทำอะไรต่อ ยังไม่ควรทำอะไร รวมไปถึงการขอเงินลงทุน ว่าควรขอรึเปล่า หรือขอมากน้อยแค่ไหนให้เหมาะสม

  1. ความแปรปรวนของเศรษฐศาสตร์ในบริษัท

เศรษฐศาสตร์ในบริษัท คือการเข้าใจตัวเลขที่สำคัญของธุรกิจของเราหรือเรียกว่าตัวชี้วัด เราควรจะต้องหาตัวชี้วัดสำคัญๆ ที่เฉพาะสำหรับธุรกิจเราเท่านั้น เพราะธุรกิจแต่ละประเภท จะมีตัวชี้วัดที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงการรู้ที่มาที่ไปของตัวเลข เพื่อที่จะทำให้คิด วิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ของบริษัทได้อย่างตรงประเด็นที่สุด

  1. การคาดการณ์สถานการทางการเงินของบริษัท (financial forecast)

ก่อนที่จะคาดการณ์การเงินของบริษัท ทุกคนควรจะมีการตั้งเป้าหมายก่อน แล้วค่อยทำการคำนวณคาดคะแนนการเงินในอนาคต รวมถึงวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เราตั้งใจ เราจะได้มีแนวทางในการทำงานที่ชัดเจนขึ้น และง่ายต่อการขอเงินลงทุนในอนาคตถ้าเรามีเป้าหมาย มีแผนชัดเจน

  1. ไม่ควรหาเงินลงทุน ถ้ายังไม่พร้อม

Startup ในแต่ละระยะ มีเป้าหมายและต้องการเงินลงทุนที่ต่างกัน บางระยะอาจจะยังไม่ต้องการเงินลงทุนเพื่อมาขยายกิจการ ถ้าหากระดมเงินลงทุนผิดระยะ ในช่วงที่ยังไม่พร้อม อาจจะทำให้ธุรกิจมีปัญหาได้ เพราะการหาเงินลงทุนถือว่าเป็นการสร้างหนี้รูปแบบนึง และอย่าลืมว่า นักลงทุนที่เอาเงินมาลงทุนกับธุรกิจของเรา ก็ต้องการที่จะได้รายได้กลับไป

  1. เลือกนักลงทุนที่เข้ากับธุรกิจของเรา

นักลงทุนมีหลายประเภท และแต่ละประเภทก็จะมีความต้องการ และมีความสามารถในการช่วยเหลือธุรกิจเราได้แตกต่างกัน ควรหานักลงทุนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับประเภทธุรกิจของเรา

ยังไงก็ขอให้ทุกคนที่ทำธุรกิจหรือเริ่มที่จะทำธุรกิจ เอาข้อมูลที่สรุปมาให้นี้ไปปรับใช้กันนะคะ ขอให้ประสบความสำเร็จกันทุกคนเลย ;D

ผู้บริหาร บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัดเป็นยังไงกันบ้างคะ กับงาน Techsauce ได้เปิดประประสบการณ์เทคโนโลยีใหม่ๆ และความรู้จากงานมากมายเลยย ใครที่อ่านแล้วรู้สึกสนใจก็เตรียมตัวให้พร้อมเลยในปีหน้า รับรองได้ว่าจะได้แนวคิดและไอเดียในการทำธุรกิจหรือเอามาประยุกต์ใช้กับงานของเพื่อนกันได้อย่างแน่นอน

 

แสดงความเห็น