ปี 2019 กำเงิน 30,000 บาทไปซื้อ iPhone รุ่นไหนได้บ้างนะ?

2281

โอกาสซื้อมือถือใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ อยู่แล้ว เพราะกว่าจะเก็บเงินได้ก็ต้องอดใจแล้วอดใจอีก พอจะซื้อก็ต้องมานั่งคิดอีกว่าในงบประมาณนี้จะซื้อตัวไหนดีถึงคุ้มค่ากับเงินของเรา จะซื้อแพงไปก็ไม่ได้ใช้แล้วถ้ารุ่นราคาถูกลงก็ประหยัดเงินแต่ฟีเจอร์ไม่ครบก็ลำบากอีก!

เป็นเรื่องยุกยิกหัวใจเสมอเวลาเปลี่ยนมือถือจริง ๆ นะคะ เมื่อเราก็ต้องการซื้อของดีให้จบแต่ก็กลัวว่าจะมองข้ามบางเรื่องไปเลยต้องมีเพื่อนมาช่วยคิดด้วย ดังนั้นถ้าใครกำลังหาเพื่อนช่วยคิดคนนั้นอยู่ล่ะก็ เฟื่องก็ถือโอกาสนี้เป็นเพื่อนคนนั้นมาแนะนำ iPhone ที่คุ้มกับคนกระเป๋าหนักที่มีงบ 30,000 บาทก่อนดีกว่า!

ก่อนจะดูรุ่น ต้องดูความต้องการเราก่อน

จั่วหัวมาแบบนี้เพื่อน ๆ อย่าเพิ่งตัดสินว่า “ก็มีงบ 30,000 บาทอยู่แล้ว ยอมซื้อเครื่องแพงให้พอดีงบไปเลยก็แปลว่าดี!” อย่างนี้เฟื่องไม่แนะนำเท่าไหร่เหมือนกันค่ะ ที่พูดแบบนี้ก็เพราะว่าสมาร์ทโฟนในยุคนี้ตอบโจทย์การใช้งานพื้นฐานด้าน Social network และแอพฯ ทั่วไป เช่นแอพฯ ธนาคารและแผนที่ ฯลฯ ได้อยู่แล้ว

ถ้าในปี 2019 กับงบ 30,000 ก็จะมีตัวเลือกอยู่ประมาณนี้

ดังนั้นเฟื่องอยากให้เปลี่ยนมุมจาก “ซื้อรุ่นไหนได้?” เป็น “ใช้งานแบบนี้เอารุ่นไหนถึงจะเหมาะกับเรา?” จะดีที่สุด โดยข้อมูลในบทความนี้จะอ้างอิงจากหน้าเว็บไซต์ของ Apple ประเทศไทยโดยตรงนะคะ ส่วนถ้าใครที่ชอบซื้อเครื่องพร้อมแพ็คเกจรายเดือนแล้วพบว่ามีรุ่นที่เก่ากว่า iPhone 7 ล่ะก็ เฟื่องก็อยากให้เพื่อน ๆ อ้างอิงรุ่นที่สามารถอัปเดท iOS ได้จากบทความ “5 เหตุผลที่ iPhone 7 ยังน่าซื้ออยู่ในปี 2019!” ที่เฟื่องเคยเขียนไปก่อนหน้านี้ได้เลย

อย่างนั้นมาดูจุดเด่นของแต่ละรุ่นก่อนดีกว่า!

iPhone แต่ละรุ่นก็จะมีจุดเด่นไม่เหมือนกันอยู่แม้หลายคนจะเห็นว่าหน้าตามันก็ใกล้เคียงเดิมก็ไม่ผิด เพราะเฟื่องก็เห็นว่าตั้งแต่ iPhone 6 จนถึง iPhone 8 ก็ใกล้เคียงกันมากจนถ้าไม่ใช้เวลากับเขาสักนิดก็แยกยากทีเดียว แต่พอเฟื่องได้เช็คข้อมูลมาแล้วก็เห็นว่าถึงหน้าตาจะเหมือนแต่ข้างในก็มีรายละเอียดแตกต่างกันพอสมควรทีเดียวนะคะ เดี๋ยวเฟื่องจะอธิบายให้เข้าใจแบบง่าย ๆ เลย!

iPhone 7 Plus Rose Gold

เริ่มต้นที่รุ่นยอดนิยมในใจของใครหลายคนว่า “ถ้าจะซื้อ iPhone ที่คุ้มสุดใน พ.ศ. นี้ก็เริ่มที่ iPhone 7 ดีกว่า!” ถ้าคิดแบบนี้อยู่ เฟื่องก็บอกเลยว่า “คิดถูกแล้วค่ะ” เพราะจุดเด่นหลัก ๆ ของ iPhone 7 จะเป็นเรื่องชิปประมวลผล A10 Fusion ที่ทำงานได้ดีกว่าตัว A9 ที่ติดตั้งอยู่ใน iPhone 6s มาก จุดเด่นต่อมาก็คือเรื่องปุ่ม Home ที่ Apple เปลี่ยนจากปุ่มแบบสปริงที่หลายคนมีปัญหาปุ่มพังมาตลอดเป็นชิ้นส่วนพิเศษที่ Apple เรียกมันว่า Taptic Engine

โดยเจ้าชิ้นส่วนนี้จะทำงานเมื่อเรากดปุ่ม Home ตามปกติ โดยมันจะสั่นให้มีความรู้สึกเหมือนเรากดปุ่ม Home ลงไปจริง ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วคือการสั่นด้วยมอเตอร์เท่านั้น นอกจากนี้ Taptic Engine คือสิ่งที่ทำให้เราสามารถกด 3D Touch ที่เป็นการกดดูรูปแล้วภาพนั้นมันลอยขึ้นมานั่นเอง!

นอกจากนี้ iPhone 7 Plus ก็ติดตั้งกล้องมา 2 ตัวเพื่อใช้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังละลายและถ่ายวิดีโอ 4K แบบ 30 เฟรมต่อวินาทีได้ด้วย โดยในงบ 30,000 บาท เราสามารถเลือกเป็นเจ้าของ iPhone 7 128GB สำหรับคนที่ชอบเครื่องพกพาง่าย หรือ iPhone 7 Plus 128GB สำหรับคนที่อยากได้ฟีเจอร์จัดเต็มและจอใหญ่ด้วย

เท่ากับถ้าใครกำลังตามหา iPhone มาใช้เป็นมือถือใหม่ในงบ 30,000 บาทก็แนะนำ iPhone 7 เลย แต่ถ้าใครตามหารุ่น 64GB ต้องเสียใจด้วยนะคะเพราะทาง Apple เลิกขายความจุนี้ไปแล้วเลยมีให้เลือกแค่ 32GB กับ 128GB เท่านั้นค่ะ

แต่ถึงแม้ iPhone 7 จะยังน่าใช้ แต่ด้วยฟีเจอร์ที่พื้นฐานที่สุดจาก iPhone ทุกรุ่นในงบประมาณ 30,000 บาท สามารถเลือกซื้อได้ มีฟีเจอร์เด่นมากสุด คือกล้องที่ถ่ายภาพหน้าชัดหลังละลายได้ใน iPhone 7 Plus เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าถ้าใครอยากได้กล้องที่ดีกว่านี้ iPhone 7, iPhone 7 Plus ไม่ตอบโจทย์แน่ ๆ ค่ะ


ส่วนรุ่นต่อมาอย่าง iPhone 8 รวมถึง iPhone 8 Plus นั้นไม่ใช่แค่ตัดสีชมพูและสีทองออกไปแล้วเปลี่ยนเป็นสีทองเฉดใหม่อย่างเดียวนะ เพราะตัวชิป A11 Bionic จะมีการเพิ่ม Neural Engine เข้าไปในชิปด้วย ถ้าเทียบก็เหมือนกับระบบ AI ของฝั่ง Android รวมทั้งรองรับการชาร์จไร้สาย (Wireless Charging) เข้ามาเพื่อความสะดวกสบาย และปัจจุบันในรถหลายรุ่นตอนนี้ก็รองรับฟีเจอร์นี้แล้วด้วย!

ส่วนข้อดีจากการใช้งานจริง เท่าที่เฟื่องได้คุยกับคนใกล้ตัวที่ใช้ iPhone 8 มา หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าเรื่องการจัดการพลังงานของเขาดีขึ้นจริงจัง! รวมทั้งได้หน้าจอถนอมสายตาและมีโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังละลายแบบ iPhone 7 Plus แต่จัดแสงแบบสตูดิโอได้อีก 5 แบบด้วย ส่วนใครเป็นสายถ่ายคลิปล่ะก็ iPhone 8 จะถ่ายวิดีโอ 4K 60 เฟรมต่อวินาทีได้เลย แต่ว่าจะกินพื้นที่ในเครื่องเยอะหน่อยนะคะ

แต่จะดีเท่าไหร่ก็ต้องแลกกับตัวเครื่องที่เป็นกระจกทั้งหมดยกเว้นแต่ขอบข้างที่ยังเป็นโลหะอยู่ ถึงจะดูหรูหราขนาดไหน แต่ก็อยากให้ซื้อเคสมาใส่ให้เขาด้วย เพราะได้ยินว่าค่าเปลี่ยนกระจกหลังแพงเอาเรื่องเลยและถ้าใครไม่ยอมเปลี่ยนแล้วอดทนทู่ซี้ใช้งานไปเรื่อย ๆ ก็คงจะดูไม่จืดเหมือนกันค่ะ

Credit: https://www.apple.com/th/iphone-xr/

ตัวเลือกแนะนำรุ่นสุดท้ายก็หนีไม่พ้น iPhone XR ที่เฟื่องแนะนำเลย เพื่อน ๆ อ่านไม่ผิดแน่นอน! เราสามารถเป็นเจ้าของ iPhone รุ่นล่าสุดนี้ได้ แต่ต้องเป็นรุ่น 64GB ที่ราคา 29,900 บาทเท่านั้น เพราะราคารุ่น 128GB อยู่ที่ 31,900 บาท ทำให้เกินงบที่ตั้งเอาไว้ แต่ถ้าใครสามารถเขย่งงบได้แล้วไม่เป็นปัญหาต่อชีวิต เฟื่องก็แนะนำให้เพิ่มหน่อยหนึ่งเนื่องจากยุคนี้แอปฯ ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และเผื่อให้บางคนที่ขี้เกียจดึงไฟล์ภาพออกจากเครื่องจะได้ไม่อึดอัดตอนพื้นที่ในเครื่องเต็มด้วยค่ะ

ต่อมาคือเรื่องจุดเด่นที่เห็นชัด ๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของราคาที่ถูกที่สุดในกลุ่ม iPhone รุ่นใหม่ ใส่ได้ 2 ซิมและเป็น 4G ทั้งคู่ ได้จอใหญ่ถึง 6.1 นิ้ว แต่ก็จับถนัดมือกว่า iPhone 8 Plus ที่หน้าจอแค่ 5.5 นิ้วอีก นั่นเพราะเขาการตัดปุ่ม Home ออกและเปลี่ยนกล้องหน้าเป็นกล้องแบบใหม่จึงทำให้ขยายขนาดหน้าจอได้สุดขอบนั่นเอง

ส่วนเรื่องแบตเตอรี่ ทาง Apple เคลมว่า iPhone XR จะใช้งานได้นานกว่า iPhone 8 Plus ถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที แปลว่าถ้าเราออกไปธุระข้างนอกหรือไปทำงานแล้วไม่ได้ใช้มือถือมาก ก็หมดห่วงเรื่องแบตฯ ได้เลยเพราะน้องเขาเอาอยู่โดยไม่ต้องง้อแบตเตอรี่สำรองเลยล่ะ

ระบบความปลอดภัยของตัวเครื่องก็ดีขึ้นยิ่งกว่าเดิมจากการใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือก็เปลี่ยนเป็นการสแกนใบหน้าโดยทาง Apple ก็เคลมความปลอดภัยและใช้งานได้ง่ายยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้กล้องหลังตัวเดียวของ iPhone XR ก็สามารถถ่ายภาพบุคคลได้เหมือนกับ iPhone ที่ติดตั้งกล้องหลังไว้ 2 ตัวอีกด้วย

Credit: http://bit.ly/2W9J1NP

กลับกัน สิ่งที่ต้องรู้ก่อนจะซื้อ iPhone XR คือรุ่นนี้จะไม่มี 3D Touch เท่ากับเรากดลงน้ำหนักที่ภาพเพื่อทำให้ภาพขยายขึ้นมาแบบ iPhone 7 และ iPhone 8 ไม่ได้ หรือบางคนจะเอาไว้แอบส่อง LINE ก็หมดสิทธิ์ไปโดยปริยาย… รวมทั้งดีไซน์ในส่วนที่เป็นกล้อง True Depth หรือที่หลาย ๆ คนให้ชื่อเล่นว่า “จอติ่ง” ก็อาจจะเป็นประเด็นขัดใจใครบางคนเช่นกัน

ด้านกล้องหลังแม้จะถ่ายภาพบุคคลได้แต่ก็เฉพาะกับคนเท่านั้น เพราะ iPhone ที่เป็นกล้องหลังคู่จะสามารถถ่ายภาพหลังละลายได้กับสัตว์และสิ่งของอื่น ๆ ได้ ทำให้เป็นข้อจำกัดของรุ่นนี้ และภาพหลังเบลอที่ได้จะเป็นการประมวลผลด้วยซอฟท์แวร์ในเครื่องที่บางคนเห็นแล้วอาจจะรู้สึกว่าภาพจะดูไม่สมจริงอยู่บ้าง แต่ในส่วนนี้อยู่ที่รสนิยมของแต่ละคนนะคะ

รู้ข้อดีไปแล้ว คราวนี้ซื้อรุ่นไหนดีล่ะ?

พอทราบเรื่องข้อดีและข้อสังเกตทั้งหมดไปแล้ว การตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่เพื่อน ๆ ทุกคนที่จะตอบตัวเองได้ค่ะว่า iPhone รุ่นไหนถึงจะดีต่อการใช้งานและกระเป๋าเงิน สำหรับเฟื่องเองอาจจะไม่ได้ตัดสินใจฟันธงให้แต่ถ้าให้จัดหมวดหมู่ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ แล้วก็อาจจะแบ่งได้ตามนี้

iPhone 7 รุ่นเริ่มต้นที่เฟื่องแนะนำอย่างที่ได้พูดถึงในช่วงต้นของบทความนั่นเอง ซึ่งถ้าเราอยากใช้เป็นเครื่องหลักเพื่อติดต่อคุยงานกับคนอื่น, โซเชียลและแอปฯ ธนาคารทั่ว ๆ ไป ถือว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มเงินที่สุด และแนะนำให้เป็น 128GB ไปเลยเพื่อตัดปัญหาจิปาถะที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เก็บข้อมูลออกไป ส่วน iPhone 7 Plus เองสำหรับคนที่ต้องการฟีเจอร์เรื่องภาพหน้าชัดหลังละลายค่ะ

ราคา iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ที่เฟื่องแนะนำ

iPhone 7 ความจุ 32GB อยู่ที่ : 17,500 บาท
iPhone 7 ความจุ 128GB อยู่ที่ : 21,500 บาท

ถ้าเป็น iPhone 7 และ iPhone 7 Plus เลือกได้หมดเลยค่ะทุกคน!

iPhone 7 Plus ความจุ 32GB อยู่ที่ : 22,500 บาท
iPhone 7 Plus ความจุ 128GB อยู่ที่ : 26,500 บาท

iPhone 8 ตัวเลือกที่ 2 ที่เฟื่องก็อยากให้หยิบมาพิจารณาเหมือนกัน นั่นเพราะการจัดการพลังงานที่โดดเด่น, การชาร์จแบตฯ ไร้สายรวมทั้งหน้าจอถนอมสายตา (True Tone) เป็นจุดขายที่ iPhone 8 ทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นที่แล้ว รวมทั้งกล้องที่โหมดถ่ายภาพบุคคลทำได้ดีกว่าเดิมแถมยังจัดแสงได้ด้วย แต่จะมีเฉพาะ iPhone 8 Plus ขึ้นไปนะคะ ซึ่งฟีเจอร์ที่ว่า เฟื่องก็อยากให้เพื่อน ๆ ลองไปเล่นที่ร้านก่อนจะดีที่สุด

ราคา iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ที่เฟื่องแนะนำ


iPhone 8 ความจุ 64GB อยู่ที่ : 23,900 บาท
iPhone 8 ความจุ 256GB อยู่ที่ : 29,900 บาท

ส่วนเรื่องของราคาแล้ว iPhone 8 จะเป็นความจุ 64GB จะดูกำลังพอดีสำหรับหลาย ๆ คน แต่ถ้าอยากได้ความจุเยอะหน่อยเพราะโหลดเกมเก็บไว้ในเครื่องเยอะ ก็เป็น 256GB ก็ยังอยู่ในงบประมาณเช่นกัน ส่วน iPhone 8 Plus นั้นจะได้แค่ความจุ 64GB เท่านั้น เพราะรุ่น 256GB ก็ยังเกินงบเช่นเดิม

iPhone 8 Plus ความจุ 64GB อยู่ที่ : 27,900 บาท

iPhone XR ตัวเลือกสุดท้ายที่เฟื่องเลือกมาให้จะมีแค่ความจุ 64GB เท่านั้นเพราะราคารุ่นอื่นจะเกินงบ ข้อดีแรกคือถ้าใครอยากจะรวบโทรศัพท์ให้เหลือเครื่องเดียว ก็สามารถใส่ซิมไว้ในเครื่องได้ 2 เบอร์พร้อมกันเลย รวมทั้งการใช้ระบบสแกนใบหน้าก็เพิ่มเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลด้วย (แต่ก็ต้องเปิดใช้นะคะ!) นอกจากนี้กล้องหลักของเขาก็ใช้ตัวเดียวกับ iPhone XS, XS Max อีกด้วย ดังนั้น ถ้าใครอยากให้ข้อมูลของเราปลอดภัย ถ่ายภาพได้สวยยิ่งกว่าสองเครื่องที่แล้ว ก็เลือกเป็น iPhone XR ได้เลย

ราคา iPhone XR ที่เฟื่องแนะนำ

iPhone XR ความจุ 64GB อยู่ที่ : 29,900 บาท

ในที่สุดแล้ว เฟื่องก็อยากให้ทุกคนนั่งพิจารณาการใช้งานของตัวเองให้ชัดเจนก่อนว่าสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ที่เราจะซื้อนั้นจะตอบโจทย์การใช้งานของเราในด้านไหนบ้าง และฟีเจอร์ที่เฟื่องเอามาเล่าให้ฟังนั้นตอบโจทย์เรามากน้อยแค่ไหนและมีส่วนใดที่เกินความจำเป็นของเราไปบ้าง? และคนที่จะตอบคำถามนี้ได้ก็มีแต่ตัวเพื่อน ๆ เท่านั้นค่ะ

แสดงความเห็น