ปี 2019 นี้ ซื้อ iPad รุ่นไหนดีนะ ถึงจะคุ้มกับการใช้งานของเรา?

1716

หนึ่งในอุปกรณ์ที่ยังได้รับความสนใจอยู่เรื่อย ๆ ก็คงหนีไม่พ้น iPad เพราะพกพาได้สะดวกและใช้ทำงานได้ดีไม่แพ้โน้ตบุ๊กอีกด้วย แต่ในตอนนี้ Apple เองก็เปิดตัวเจ้า iPad ออกมาหลายรุ่นลายตาไปหมดจนไม่มั่นใจว่าจะเลือกซื้อรุ่นไหนดี?

วันนี้เฟื่องใช้บล็อกนี้มาคุยกับเพื่อน ๆ ทุกคนที่กำลังอยากได้ iPad เครื่องใหม่แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่ารุ่นไหนจะคุ้มเงินในกระเป๋าของเราที่สุด? บทความนี้จะช่วยตอบคำถามให้เพื่อน ๆ เองค่ะ!

ตอนนี้ Apple มี iPad รุ่นไหนขายบ้างนะ?

อ้างอิง: https://www.apple.com/th/ipad/

ปัจจุบัน iPad ที่ทาง Apple วางจำหน่ายนั้นจะแยกออกเป็น 4 รุ่นใหญ่ตามภาพที่อยู่ด้านบนนะคะ โดยจะมีสองรุ่นที่สามารถเลือกซื้อคีย์บอร์ดเฉพาะที่ทาง Apple เรียกว่า Smart Keyboard ไปใช้งานได้ นั่นคือ iPad Pro และ iPad Air นั่นเอง

ในขณะที่ iPad กับ iPad mini จะไม่สามารถใช้ได้ แต่ถ้าต้องการใช้งานก็สามารถเลือกซื้อคีย์บอร์ด Bluetooth มาเชื่อมต่อได้นะ แต่ตอนพกพาก็ต้องแยกเป็นสองชิ้นคือตัวคีย์บอร์ดชิ้นหนึ่งและ iPad อีกเครื่องนั่นเอง

แล้วแต่ละรุ่นมีอะไรโดดเด่นบ้างนะ?

เพราะตอนนี้ไลน์สินค้าของ iPad ก็มีมากมายหลายรุ่นจนคงจะสงสัยกันไม่น้อยแน่ ๆ ถ้าให้ไปนั่งไล่เองคงจะตาลายหมด ดังนั้นเฟื่องจะเอาจุดเด่นและราคามารวมเอาไว้ตรงนี้ให้ทุกคนได้อ่านกันแบบง่าย ๆ ดีกว่าค่ะ!

iPad Pro (2019)

ราคา เริ่มที่ 28,900 บาท (รุ่น 11″ ความจุ 64GB Wi-Fi) ถึง 66,900 บาท (รุ่น 12.9″ 1TB Wi-Fi + Cellular)

เริ่มต้นที่ iPad Pro ที่ทาง Apple เลือกอัพเกรดสเป็กและความสามารถมาให้แบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นชิปรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง A12X ที่เคลมประสิทธิภาพไว้ว่าใช้ทำงานกับ AutoCAD หรือ Adobe Photoshop CC ก็ทำได้ลื่นไม่แพ้โน้ตบุ๊ก รวมทั้งเปลี่ยนการสแกนลายนิ้วมือเป็นระบบสแกนใบหน้าแบบ iPhone แล้วด้วย

ด้านของจุดเด่นที่เฟื่องได้ใช้งานมาแล้ว คือตัวเครื่องของเขานับว่าเล็กพกพาง่ายและทำงานได้สะดวกพอสมควร ทำให้เราสามารถหยิบไปใช้งานได้บ่อยมากขึ้น หน้าจอแบบ Liquid Retina ได้สีสันที่สวยสดและลำโพงก็ดังใช้ได้ เท่ากับเราสามารถใช้ทั้งทำงานและความบันเทิงในชีวิตประจำวันได้สะดวกพอควร นอกจากนี้ตัว Apple Pencil เองก็ใช้ทำงานสำหรับร่างไอเดียได้สะดวกดี ทำให้ใครที่ไม่อยากปรับตัวกับ macOS ก็มี iPad Pro เป็นทางเลือก โดยความจุภายในเครื่องจะเริ่มต้นที่ 64GB ไปถึง 1TB (1,000GB) เลยค่ะ!

ส่วนจุดสังเกตคือคีย์บอร์ดและ Apple Pencil รุ่นที่ 2 ทำให้อุปกรณ์ของรุ่นนี้เอาไปใช้งานกับรุ่นอื่นไม่ได้ (ซึ่งบางคนก็แอบไม่ปลื้มกับเรื่องนี้อยู่นิดหน่อย) ส่วนพอร์ตก็มีแค่ช่อง USB-C และเฉพาะ iPad Pro รุ่นใหม่นี้จะไม่มีช่องสำหรับหูฟัง 3.5″ อีกต่อไป นั่นทำให้คนที่ต้องเชื่อมต่อพอร์ตกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ใช้งานได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร เหมือนเป็นการผลักดันไปใช้งานอุปกรณ์แบบ Wireless แบบกลาย ๆ

นอกจากนี้หน้าเว็บยังไม่เปลี่ยนเป็นแบบ Desktop ทำให้ไม่สะดวกในบางโอกาส ในอีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของความบางเบานั้นทำให้ตัวคีย์บอร์ดติดตั้งไฟได้ ทำให้ตอนใช้งานในที่มืดเช่นนั่งทำงานในรถระหว่างกลับบ้านทำได้ไม่สะดวกนัก ส่วนตัวเครื่องที่เบาเกินไปก็ทำให้ตอนวางบนตักเพื่อพิมพ์งานทำได้ไม่สะดวกแล้วต้องเกร็งตัวช่วยพยุงเครื่องเสริมค่ะ

iPad Air (2019)

ราคา เริ่มที่ 17,900 บาท (ความจุ 64GB Wi-Fi) ถึง 27,400 บาท (รุ่น 256GB Wi-Fi + Cellular)

รุ่นรองลงมาสำหรับกลุ่ม iPad ที่ใช้งาน Smart Keyboard ได้ก็ต้องเป็น iPad Air (2019) ตัวนี้ที่ Apple เพิ่งเปิดตัวมาสด ๆ ร้อน ๆ โดยจุดเด่นของเขาคือตัวชิป A12 Bionic แบบเดียวที่ใช้งานใน iPhone Xs Series ที่เป็นรุ่นเรือธงตัวล่าสุดของ Apple นั่นเอง

จุดเด่นในมุมมองของเฟื่องคือบอดี้และรายละเอียดเป็นแบบเดียวกับ iPad Pro รุ่นที่แล้ว ดังนั้นถ้าใครมี Smart Keyboard และ Apple Pencil รุ่นแรกและหูฟัง 3.5″ ก็หยิบมาใช้งานต่อได้เลย และมีขนาดจอที่ 10.5″ ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่กำลังพอดีกับการนำไปใช้งาน ถ้าคนที่เน้นนำเครื่องไปใช้งานนำเสนอต่าง ๆ หรือถ้านักเรียนนักศึกษานำไปใช้เพื่อเข้าห้องเรียนก็เป็นตัวเลือกที่ดีอีกรุ่นเลยค่ะ

ข้อสังเกตส่วนที่ควรสังเกตคือ Apple ตัดบางฟีเจอร์ออกไป หลัก ๆ ได้แก่เทคโนโลยี ProMotion ที่ทำให้ภาพที่แสดงผลบนหน้าจอมีความลื่นไหล การที่เพื่อน ๆ เห็นว่าตอนเราเล่นเกมหรือใช้แอพฯ 3 มิติบน iPad Pro แล้วดูลื่นตานั่นก็เพราะเทคโนโลยี ProMotion ตัวนี้เลย นอกจากนี้ยังลดความละเอียดของกล้องเหลือ 8 ล้านพิกเซล (ถ้าเป็น iPad Pro 10.5″ จะเป็นกล้อง 12 ล้านพิกเซล) ไม่มีแฟลชสำหรับกล้องหลังรวมทั้งลดลำโพงจาก 4 เหลือ 2 ตัวอีกด้วย

ถ้ามองง่าย ๆ นี่คือ iPad Pro 10.5″ ที่ลดสเป็คกล้องลง, ตัดลำโพงทิ้งไปสองตัวพร้อมกับ ProMotion แต่ปลอบใจเบา ๆ ด้วยการติดพอร์ตสำหรับใช้ร่วมกับ Smart Keyboard Cover มาให้เราค่ะ แต่ถ้าใครไม่ได้พิมพ์งานเยอะ ๆ ก็อาจจะลดงบประมาณไปใช้ iPad (2018) แล้วซื้อคีย์บอร์ด Bluetooth แทนก็เพียงพอและไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินเยอะด้วย

iPad (2018)

ราคา เริ่มที่ 11,500 บาท (ความจุ 32GB Wi-Fi) ถึง 19,900 บาท (รุ่น 128GB Wi-Fi + Cellular)


ส่วนของ iPad อีกสองรุ่นจะเป็น iPad ที่เปิดตัวเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา โดยรุ่นนี้จะราคาถูกสุดในกลุ่ม iPad ด้วยกัน โดยรุ่น 32GB WiFi แค่ 11,500 บาทก็เป็นเจ้าของได้แล้ว ส่วนถ้าใครอยากจัดหนักจะมีความจุ 128GB ให้เลือกและยังรองรับการใช้งานร่วมกับ Apple Pencil รุ่นแรก ส่วนชิปจะเป็น A10 ที่เคยใช้มาใน iPhone 7 นั่นเอง ดังนั้นไว้ใจเรื่องประสิทธิภาพได้เลย!

ในส่วนข้อดีที่น่าสนใจคือเรื่องของราคาที่น่าคบหาที่สุดในกลุ่ม iPad ด้วยกันและสามารถใช้งานกับ Apple Pencil ได้อีกด้วย ซึ่งถ้าน้อง ๆ นักเรียนคนไหนจะเอาไว้เข้าห้องเรียนแล้ววาดจดสิ่งที่อยู่บนกระดานตามที่อาจารย์สอนและจะใช้คีย์บอร์ด Bluetooth ร่วมก็ดี ส่วนใครที่เป็นศิลปินที่ชอบไปวาดภาพนอกสถานที่หรือแม้แต่คนที่ต้องทำงานนำเสนอบ่อย ๆ แล้วไม่อยากพกโน้ตบุ๊กให้เมื่อย เจ้า iPad ตัวนี้โอเคแน่นอน!

ส่วนข้อสังเกตที่ต้องพูดถึงคือเรื่องของชิป A10 กับแรมของตัวเครื่องที่ติดตั้งมาแค่เพียงพอใช้งานระดับหนึ่งเท่านั้น จากที่เฟื่องได้คุยกับเพื่อน ๆ ที่ใช้งานรุ่นนี้อยู่คือถ้าเขาใช้งานกับแอปฯ ที่กินทรัพยากรเครื่องมาก ๆ แล้วเปิดค้างเอาไว้หลายตัว โอกาสแอปฯ เด้งก็มีให้เห็นอยู่เหมือนกัน ซึ่งนี่เป็นข้อจำกัดเรื่องประสิทธิภาพของเขาที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ทำงานทั่วไปในชีวิตประจำวันมากกว่าจะไปเน้นงานหนักแบบเฉพาะทางเยอะ ๆ แบบรุ่นพี่อย่าง iPad Pro (2019) นั่นเอง

iPad mini 5 (2019)

ราคา เริ่มที่ 13,900 บาท (ความจุ 64GB Wi-Fi) ถึง 23,400 บาท (รุ่น 256GB Wi-Fi + Cellular)

ปิดท้ายด้วย iPad mini รุ่นที่ 5 ที่ Apple อัปเกรดสเป็กมาได้สนใจทีเดียวค่ะ ถ้าใครชอบแท็บเล็ตพกพาง่าย คงจะยิ้มไปตาม ๆ กันแน่เลย ด้านซีพียูของเขาจะเป็น A12 Bionic เหมือนกับ iPad Air (2019) แถมยังใช้ Apple Pencil รุ่นแรกได้อีกด้วย เรียกว่าพอนำกลับมาขายทีเดียวก็แย่งซีนจาก iPad ไปพอตัวเลย เริ่มต้นด้วยความจุยอดนิยมอย่าง 64GB และสูงสุดที่ 256GB นั่นเอง!

จุดเด่นที่ใครก็ชอบก็คงจะไม่พ้นเรื่องของขนาดตัวเครื่องที่พกพาได้ง่ายมาก ด้วยขนาดจอแค่ 7.9″ นั่นทำให้ใครหลาย ๆ คนที่อยากได้แท็บเล็ตขนาดเล็กพกพาง่าย ไว้ใช้อ่าน eBook หรือท่องเว็บและความบันเทิงทั่ว ๆ ไปรวมถึงเอาไว้ใช้เล่นเกมด้วย นี่คือแท็บเล็ตที่ตอบโจทย์เพื่อน ๆ อย่างมากแน่นอน ส่วนถ้าใครอยากใช้ Apple Pencil ด้วยก็ดีเช่นกันเพราะเขาสามารถใช้งานร่วมกันได้แล้วค่ะ

ด้านข้อสังเกตที่ห้ามมองข้ามสำหรับ iPad mini 5 นี่ เฟื่องคิดว่าเขาก็คือ iPad Air (2019) ที่หน้าจอเล็กลงและใช้ Smart Keyboard ไม่ได้และราคาสูงกว่าตัว iPad (2018) นิดหน่อย ข้อดีคือพกพาง่ายแต่ก็มีพื้นที่สำหรับวาดเขียนน้อย ดังนั้นถ้าใครอยากใช้งาน Apple Pencil ด้วย ก็อาจจะใช้งานได้ระดับหนึ่งแต่ถ้าเทียบกับ iPad (2018) และ iPad Air (2019) ที่พื้นที่วาดเขียนมากกว่าแล้วก็อาจจะต้องพิจารณาตามความคล่องของแต่ละคนเพิ่มด้วยค่ะว่าชอบตัวเครื่องขนาดใดมากกว่ากัน

ราคาของแต่ละรุ่นอยู่ที่เท่าไหร่นะ?


สำหรับนี่เป็นตารางราคาที่อ้างอิงจากหน้าเว็บไซต์ของ apple.com/th แต่สำหรับการซื้อผ่านทางผู้จัดจำหน่ายเจ้าอื่น ๆ ก็อาจจะได้ราคาที่แตกต่างจากนี้ได้ โดยขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของแต่ละคนนั่นเองค่ะ อย่างไรเฟื่องก็อยากให้เพื่อน ๆ เช็คราคาและทดลองเล่นเครื่องจริงให้เรียบร้อยก่อนตัดสินใจซื้อด้วยนะคะ!

คุยกันมาจนถึงตรงนี้แล้ว เฟื่องคิดว่าเพื่อน ๆ น่าจะได้ไอเดียการเลือกซื้อ iPad ไประดับหนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะซื้อเฟื่องก็อยากให้ว่าที่เจ้าของเครื่องได้ไปลองใช้ลองถือดูสักหน่อยว่าเราชอบหรือไม่ชอบเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า จะได้เลือกซื้ออุปกรณ์ชิ้นใหม่ให้ตรงใจที่สุดและไม่ต้องมานึกเสียดายทีหลังด้วยค่ะ

แสดงความเห็น