เมื่อทุกอย่างในชีวิต ถูกคิดเป็นคะแนน

84

เคยจินตนาการถึงโลก Dystopia ที่ได้รับผลกระทบด้านมืดจากเทคโนโลยีไหมคะ แฟนคลับซีรีส์ Black Mirror จาก Netflix น่าจะคุ้นเคยกับธีมนี้อยู่บ้าง เพราะแต่ละตอนของซีรีส์นี้เลือกด้านมืดของเทคโนโลยีในอนาคตมาเล่าตีแผ่ให้เห็นหลากหลายมุมในแต่ละตอน


จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทุกคนมีแต้มคะแนนทางสังคมที่ชี้วัดว่าใครเป็นคน “ดี” กว่ากัน” ?


นี่คือสิ่งที่ซีรีส์ Black Mirror ตอน Nosedive ตั้งคำถามค่ะ… ด้วยคอนแทคเลนส์ที่ใช้เทคโนโลยี Augmented-reality และ App ที่จัดเก็บคะแนนส่วนตัวของแต่ละคน วินาทีที่เห็นใครคนหนึ่งเดินมา เราจะสามารถเห็นคะแนนทางสังคมของทุกคนรวมถึงเรทให้คะแนนได้ว่าคนรอบตัวเป็นคนดีแค่ไหน คะแนนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความประพฤติของแต่ละคน ซึ่งจะส่งผลต่อสิทธิประโยชน์ทางสังคม ที่แต่ละคนได้รับการให้คะแนนแบบนี้เรียกอีกอย่างว่า “Social Credit Score”

รูปจาก Netflix

หลายคนที่เคยดูซีรีส์แล้วอาจถึงกับต้องขนลุก เมื่อการให้คะแนนทางสังคม ซึ่งดูเป็นเทคโนโลยีในโลกอนาคตที่ไกลตัวมากในซีรีส์ เกิดขึ้นจริงแล้วที่จีน เรียกว่า Zhima Credit และกลายเป็นข่าวที่ทั่วโลกให้ความสนใจ แม้ระบบจะไม่เหมือนกันซักทีเดียว แต่ก็มีความคล้ายกันมาก คือ มีการเพิ่มคะแนนเมื่อทำดี เช่น เมื่อบริจาคเงินให้องค์กรการกุศล ทำตามกฎสาธารณะ คะแนนจะเพิ่มขึ้น และลดคะแนนเมื่อมีความประพฤติไม่เหมาะสม เช่น ฝ่าฝืนกฎจราจร สูบบุหรี่ในที่หวงห้าม แซงคิวซื้อสินค้า เป็นต้น

รูปจาก Netflix

คนที่มีคะแนนทางสังคมสูงจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆตามมา เช่น ได้วีซ่าแบบพิเศษ ได้รับโปรโมชั่นพิเศษสำหรับจองโรงแรมและเช่ารถ กู้เงินได้เร็วขึ้น เป็นต้น ในขณะที่คนที่มีคะแนนต่ำจะถูกตัดสิทธิต่างๆ เช่น ไม่สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินได้ ไม่สามารถสมัครงานตำแหน่งดีๆจากหน่วยงานของรัฐบาลได้ ระบบนี้อยู่ในความดูแลของรัฐบาลจีนและบริษัทในเครือ Alibaba โดยจะมีการใช้อย่างเต็มรูปแบบทั่วประเทศในปี 2020

สิ่งที่ไม่เหมือนกันระหว่างการให้คะแนนทางสังคมของจีนกับ Black Mirror คือ ในโลกแห่งความจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้นั้น ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถเดินไปตามถนน แล้วเรทให้คะแนนคนอื่นมากหรือน้อยตามความคิดเห็นส่วนตัวของเราเหมือนในซีรีส์ได้เลยนะคะ  Social Credit Score ของจีนถูกออกแบบมาให้มีจุดประสงค์ ตามเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดว่า อะไรคือนิยามของพฤติกรรมที่ดีและไม่ดีบ้าง ซึ่งในเบื้องต้นเป็นกฎและมารยาทในที่สาธารณะ เพราะจีนมีปัญหาเรื่องชื่อเสียงที่ไม่ดีด้านความประพฤติในที่สาธารณะของคนในประเทศ  ประเด็นทีน่าสนใจอีกแง่คือ ความจริงแล้ว คำว่า Social Credit ในภาษาจีน หรือ 社会信用 (Shehui Xinyon) นั้น มีความหมายที่แปลออกมาตรงกว่าคำว่า Social Credit นั่นคือ Public Trust หรือ การสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลจีนที่อยากใช้ ข้อมูลของประชาชนมาช่วยสร้างเครดิตที่บ่งบอกความน่าเชื่อถือของแต่ละคน  โดยมุ่งหวังจะให้ช่วยแก้ปัญหาหลายเรื่อง เช่น การขายสินค้าปลอมที่จีนมีปัญหา

รูปจาก Instargram

ความเป็นไปได้ในอนาคต
กล่าวได้ว่า สำหรับจีนนั้น การนำระบบ Social Credit มาใช้เป็นการนำข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ มาเสริมความน่าเชื่อถือ จากที่ทุกวันนี้เราใช้กันเพียงแค่ Financial credit  หรือ ความน่าเชื่อถือทางการเงิน ในอนาคตจะเป็นยุคของ Big Data ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคะแนนทางสังคม ข้อมูลส่วนตัวด้านสุขภาพ พฤติกรรมในโซเชียลมีเดีย การซื้อของออนไลน์ และอื่นๆอีกมากมาย จะกลายเป็นข้อมูลที่รัฐบาลและบริษัทต่างๆหยิบมาใช้มากขึ้น ทำให้มีคนบางกลุ่มที่ได้สิทธิพิเศษไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ พวกเราต่างเริ่มให้คะแนนทางสังคมกันเองผ่านโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว คนที่มียอด Like หรือ Follower เยอะ มักเป็นกลุ่มคนที่ได้สิทธิพิเศษต่างๆ จากการได้รับความนิยมนั้น ด้านมืดของโซเชียลมีเดียจึงมีความคล้ายด้านมืดของ social credit score ที่ Black Mirror คาดการณ์ คือ การเกิดสงครามแห่งแต้มคะแนนที่ทุกคน พยายามทำดีแบบปลอมๆเพื่อให้คนรอบตัวพอใจและคะแนนนิยมสูงขึ้น แม้ตัวเองไม่มีความสุข แต่ยังต้องแสร้งมีความสุขและเป็น “คนดีหรือคนที่ได้รับความนิยมในแบบที่สังคมนิยาม” ให้คนอื่นเห็นตลอดเวลา

ไม่ว่าภายหน้าเราทุกคนจะเดินเข้าไปเจอจุดจบด้านมืดใกล้เคียงกับในซีรีส์ Black Mirror แค่ไหน  สิ่งที่เราควรตระหนัก คือ เริ่มมีการให้คะแนนและการเก็บข้อมูลตัวเราใน platform ต่างๆมากขึ้นทุกวันและจะมีมากขึ้นอีกในอนาคต เราจึงควรรู้ว่า ใครที่เก็บข้อมูลเราไปบ้าง สามารถเอาข้อมูลเราไปทำอะไรได้บ้าง และทำไมถึงอยากเอาข้อมูลเราไปใช้

เพราะ Data ทุกอย่างในชีวิตสามารถนำไปคิดเป็นคะแนนได้จริงๆค่ะ

สนับสนุนความรู้เทคโนโลยีดีๆโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

แสดงความเห็น