เปรียบเทียบ Huawei P20 Series Vs P30 Series แตกต่างอย่างไร? มาดูกัน!!

4408

เฟื่องมั่นใจว่าพอมีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เปิดตัวเมื่อไหร่ ทุกคนจะคำถามหนึ่งในใจแน่นอนว่า “จะเปลี่ยนเป็นรุ่นนี้ดีไหม?” หรือแม้แต่ “ผมควรจะซื้อรุ่นนี้เลยดีไหม หรือรอรุ่นใหม่กว่านี้เปิดตัวจะดีกว่า?” และยิ่งเป็นรุ่นเรือธงจากแบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำอย่าง Huawei ที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจอยู่แล้วด้วย เป็นใครก็ต้องคิดกันบ้างแหละค่ะ 😀

โดยเฉพาะช่วงนี้ ที่เพื่อน ๆ หลายคนที่โดนเฟื่องป้ายยาไปแต่ยังใช้รุ่นเรือธงจากปีที่แล้วอย่าง Huawei P20 Pro อยู่ (รวมทั้งรุ่นใกล้เคียงกันจากค่ายอื่นด้วยนะ!) แล้วก็เกิดความไม่มั่นใจไปตาม ๆ กันว่า “ถ้าผมเปลี่ยนมาใช้ Huawei P30 Pro เลยจะดีไหม หรือควรจะลากใช้ต่อแล้วรอรุ่นใหม่ที่สเป็กดีขึ้นกว่านี้อีกจะดีกว่า?”

ถ้าใครสงสัยเรื่องนี้อยู่ล่ะก็ เฟื่องบอกเลยว่าคุณคลิกเข้ามาถูกบล็อกแล้วค่ะ! เพราะวันนี้เราจะคุยกันว่าเรือธงจากปีที่แล้วอย่าง Huawei P20 Pro ถ้าเทียบกับ Huawei P30 Pro ที่เพิ่งเปิดตัวไปนั้นมีจุดเด่นอย่างไร? ควรเปลี่ยนดีไหม? เรามาดูไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ!!

ซ้าย : Huawei P30 Pro สี Breathing Crystal / ขวา : Huawei P30 Pro สี Amber Sunrise

เรื่องของสเป็กนั้น เฟื่องจะไม่ได้ทำเป็นตารางเทียบสเป็กมาให้ดูแต่จะพูดถึงสเป็กแยกเป็นส่วน ๆ ตามหัวข้อดีกว่า เพื่อน ๆ จะได้ไม่ต้องไล่ตารางให้ตาลายกัน โดยเรื่องหลัก ๆ เฟื่องจะหยิบมาพูดถึง คือเรื่องของตัวเครื่อง, ฟีเจอร์เด่นและกล้องที่เป็นจุดเด่นของ P Series ของ Huawei นะคะ

Image result for p20 pro and p30 pro
Credit : Android Authority

ตัวเครื่อง

เป็นเรื่องแรกที่เฟื่องขอหยิบมาพูดถึงก่อนเลย เพราะรุ่น Huawei P30 เนี่ยมีการเปลี่ยนแปลงไปมากพอควรแต่ว่าขนาดตัวเครื่องยังไล่เลี่ยกับรุ่นที่แล้วอยู่ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ Huawei P30 นั้นจะมีหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นจากรุ่น Huawei P20 เดิมที่ 5.8″ ไปเป็น 6.1″ ความละเอียดของหน้าจอจะเป็นแบบ Full HD+ ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล เหมือนกัน

ขอบจอด้านบนจะแคบลงจากเดิมโดยเหลือไว้เป็นติ่งเล็ก ๆ ไว้ติดตั้งกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซลเท่านั้น ด้านลำโพงที่เคยวางข้างกล้องหน้าก็ถูกย้ายไปซ่อนไว้ด้านขอบบนของตัวเครื่องแทน ทำให้ขอบบนของตัวเครื่องบางลงไปอีก ทำให้ได้พื้นที่ใช้งานบนหน้าจอมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนตัวเฟื่องเองเห็นว่าเป็นขนาดกลาง ๆ ที่ใหญ่กำลังดี เหมาะกับคนที่ชอบมือถือที่พกพาง่าย ๆ แต่สเป็กดีไม่แพ้รุ่น Pro ก็แนะนำ P30 ไว้เป็นตัวเลือกแรก ๆ เหมือนกันค่ะ

In-Display Fingerprint sensors

ส่วนของระบบรักษาความปลอดภัยนั้นเปลี่ยนจากเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ขอบล่างของตัวเครื่องในรุ่น Huawei P20 มาเป็น In-Display Fingerprint sensors ในรุ่น Huawei P30 ทำให้ทาง Huawei สามารถขยายขนาดของหน้าจอให้ลงไปเกือบสุดขอบด้านล่างของตัวเครื่องได้ รวมทั้งนำช่องหูฟัง 3.5″ กลับมาติดตั้งให้ในรุ่น Huawei P30 อีกด้วย ทำให้คนที่มีหูฟังตัวเก่งอยู่ก็สามารถนำกลับมาใช้งานได้ด้วยนะคะ

ส่วนตัวของเฟื่องแล้ว Huawei P30 เนี่ยเป็นรุ่นสุดคุ้มรุ่นหนึ่งที่ถ้าใครเน้นการใช้งานแบบ Lifestyle ทั่วไป เน้นพกพาสะดวกและมีช่องหูฟัง 3.5″ ไว้ด้วยก็เป็นอีกตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเหมือนกัน ทว่าสิ่งที่ควรสังเกต คือเขาจะไม่รองรับการชาร์จไร้สาย และยังเป็นลำโพงแบบทั่วไปไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง Huawei Acoustic Display Technology แบบรุ่น Huawei P30 Pro นะคะ

เทียบมิติตัวเครื่อง

  • P20: สูง 149.1 มม. x กว้าง 70.8 มม. x หนา 7.7 มม. น้ำหนัก 165 กรัม
  • P30: สูง 149.1 มม. x กว้าง 71.36 มม. x หนา 7.57 มม. น้ำหนัก 165 กรัม

มาต่อที่รุ่นใหญ่อย่าง Huawei P30 Pro พอเทียบกับ Huawei P20 Pro แล้วไม่ใช่แค่หน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นจาก 6.1″ เป็น 6.47″ ความละเอียด Full HD+ ที่ 2340 x 1080 พิกเซลเท่านั้นนะคะ แต่ขอบตัวเครื่องด้านข้างจะโค้งลงคล้ายกับรุ่น Huawei Mate 20 Pro เพิ่มความรู้สึกหรูหราแต่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 12 กรัมรวมทั้งติดตั้ง เทคโนโลยี In-Display Fingerprint sensors มาให้แทนที่จะเป็นจุดเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนตัวเครื่องเหมือนรุ่นที่แล้ว

Huawei Acoustic Display Technology

นอกจากนี้ Huawei P30 Pro จะติดตั้งเทคโนโลยี Huawei Acoustic Display Technology ที่จะใช้การสั่นสะเทือนจากหน้าจอเพื่อสร้างเสียงแทนลำโพงแบบที่ผ่านมา และได้ยินเสียงดังชัดเจนไม่แพ้ลำโพงแบบเก่าเลย แต่ดีกว่าที่ตัวเทคโนโลยีนี้จะไม่มีเสียงที่ดังเล็ดรอดไปให้คนอื่นได้ยิน ช่วยป้องกันการแอบฟังได้ดีมาก ๆ และเทคโนโลยีนี้ก็เพิ่งถูกนำมาติดตั้งในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เป็นครั้งแรกของโลกด้วยนะคะ!

แต่ถึงจะมีข้อดีเยอะแค่ไหนก็ตาม Huawei P30 Pro เองก็มีข้อสังเกตอยู่บ้าง คือรุ่นนี้จะไม่มีช่องหูฟัง 3.5″ และต้องใช้ตัวแปลงช่องสายชาร์จที่เป็น USB-C ให้เป็นหูฟัง 3.5″ เช่นเดียวกับรุ่น P20 Pro นอกจากนี้เรื่องของขอบจอที่โค้งลงด้านข้างเหมือนกับรุ่น Huawei Mate 20 Pro เองก็อาจทำให้อุ้งมือของเราโดนขอบที่โค้งลงของตัวเครื่องได้บ้างหากว่าไม่ใส่เคสเอาไว้

อีกเรื่องที่เป็นข้อควรระวังร่วมกันใน Huawei P30 Series คือเรื่องของตัวเลนส์กล้องที่ยกตัวขึ้นจากบอดี้ของตัวเครื่อง ซึ่งถ้าใครใช้แบบไม่ใส่เคสแล้ววางโดยเอาหลังตัวเครื่องลงที่พื้นโต๊ะก็อาจจะทำให้เลนส์เกิดรอยขนแมวได้ง่าย รวมทั้งอาจจะมีการขโยกเขยกไปมาเพราะตัวเลนส์ที่ยื่นสูงอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของดีไซน์แล้ว เฟื่องแนะนำว่าเราควรใส่เคสไว้เสมอไม่ว่าจะเป็นรุ่น P30 หรือ P30 Pro ก็ตามค่ะ และส่วนตัวขอเสริมเรื่องแบตเตอรี่เอาไว้ในส่วนนี้ด้วยว่าหลังจากการใช้งานจริงของเฟื่องเนี่ย ระบบการจัดการพลังงานของ P30 Series จัดว่าทำได้ดีมากเลย เพราะเฟื่องใช้สมาร์ทโฟนในการทำงานเพื่อตอบข้อความและอีเมล์ต่าง ๆ ทั้งวัน ซึ่งแบตเตอรี่ขนาด 4,200 mAh ที่ให้มาในเครื่องเองก็จัดว่าเยอะมากจนใช้งานทั้งวันไม่หมด เลยตัดกังวลว่าต้องพกแบตเตอรี่สำรองไปได้เลยค่ะ!

เทียบมิติตัวเครื่อง

  • P20 Pro: สูง 155 มม. x กว้าง 73.9 มม. x หนา 7.8 มม. น้ำหนัก 180 กรัม
  • P30 Pro: สูง 158 มม. x กว้าง 73.4 มม. x หนา 8.41 มม. น้ำหนัก 192 กรัม

กล้อง

P Series ของ Huawei ที่ออกแบบมาเพื่อเน้นการถ่ายภาพตามคำจำกัดความว่า “Photography” นั้นไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังแน่นอน!! เพราะฟีเจอร์สำหรับการถ่ายภาพที่อัดแน่นเข้ามาให้ใน Huawei P30 Series นี้ ถ้าใครจะตัดสินใจซื้อเพราะกล้อง เฟื่องพูดได้เลยว่าเจ้าเครื่องนี้จะทำให้เพื่อน ๆ ฟินแน่นอนค่ะ!

ส่วนของกล้องนั้น ถ้าใครใช้ Huawei P20 มาก่อนแล้วตัดสินใจจะอัปเกรดมาเป็น Huawei P30 เฟื่องก็เชียร์เหมือนกันนะคะ เพราะนอกจากจะเปลี่ยนจากกล้องหลัก 12 ล้านและเลนส์เสริม 20 ล้านพิกเซลเป็นเลนส์หลัก 40 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกับกล้อง Ultrawide Angle 16 ล้านพิกเซลและกล้องเทเลโฟโต้ที่ได้ระยะซูม 30 เท่า และได้เซนเซอร์เป็นแบบ RYYB ใหม่ล่าสุดนั้น เหมือนกับเราได้ Huawei P20 Pro ที่เปลี่ยนเซนเซอร์เป็นแบบใหม่ล่าสุดเพื่อเสริมความสามารถในการถ่ายภาพในที่แสงน้อยและได้เลนส์มุมกว้างสำหรับเก็บภาพในมุมที่แตกต่างไปจากเดิมได้อีกด้วย

ในส่วนของระบบ Master AI ที่ทาง Huawei จัดการปรับแต่งมาให้โดดเด่นกว่าเดิมนั้น เฟื่องมองว่าเป็นอีกจุดเด่นที่ทำให้การปรับแต่งสีสันโดยอัตโนมัติทำได้ดีกว่าเดิมมากเลย แม้ถ้าการถ่ายภาพสไตล์ Portrait อาจจะยังไม่โดดเด่นเท่ากับ P30 Pro เพราะไม่มีกล้อง ToF สำหรับวัดระยะวัตถุติดตั้งมา แต่ภาพที่ได้ก็ยังน่าประทับใจในงบประมาณช่วงสองหมื่นบาทต้น ๆ ค่ะ

เรื่องของกล้องหน้า เฟื่องขอนำมาพูดรวมกันที่ส่วนนี้เลยนะคะ ว่าตัวกล้องหน้าของเขาจะเป็นกล้องเดี่ยวแบบ Wide Angle ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ที่รองรับการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังละลายและเป็นกล้องแบบ Wide ที่ช่วยให้เราเก็บฉากหลังได้กว้างขึ้น ทำให้ตอนเราไปเที่ยวแล้วต้องการเซลฟี่ตัวเราเองกับสถานที่หรือเซลฟี่กับกลุ่มเพื่อนก็เก็บรายละเอียดเพื่อนได้ครบมากด้วยค่ะ

ส่วน Huawei P30 Pro จะปรับแต่งเลนส์ Ultrawide angle ให้ถ่ายภาพได้องศากว้างกว่าเดิมและเพิ่มกล้อง ToF ที่เป็นกล้องตัวที่ 4 สำหรับใช้วัดระยะวัตถุเพื่อแบ่งแยกระยะให้มิติของภาพโดดเด่นยิ่งขึ้น นั่นหมายความว่าถ้าเพื่อน ๆ คนไหนชอบการถ่ายภาพบุคคลหรือเน้นถ่ายภาพสิ่งของหน้าชัดหลังละลายล่ะก็ การเพิ่มเงินอีกราว 10,000 บาทเพื่อกล้องที่ประสิทธิภาพสูงขึ้นก็เป็นตัวเลือกที่ดีมาก ๆ เช่นกันค่ะ

จุดเด่นที่เพิ่มเติมจาก Huawei P30 ก็จะได้เรื่องกล้อง ToF สำหรับวัดระยะสิ่งต่าง ๆ ในเลนส์เพื่อให้ได้ภาพที่สวยที่สุดออกมา ซึ่งถ้าสังเกตจากภาพตัวอย่างของเฟื่อง จะเห็นว่าตัวกล้องจะช่วยแบ่งระยะของเฟื่องกับฉากหลังได้อย่างชัดเจนและมีมิติมาก ๆ เลย รวมทั้งโหมดกลางคืนของตัว Huawei P30 Pro เองก็สามารถทำเอฟเฟคให้แสงกลายเป็นรูปหัวใจได้อีกด้วย นับเป็นทีเด็ดที่คนชอบถ่ายภาพต้องถูกใจแน่นอนเลยค่ะ!

นอกจากนี้ เรายังไม่ได้นับรวมถึงกล้องที่สามารถซูมได้ 50 เท่าโดยไม่เสียรายละเอียดที่มีประโยชน์มาก ๆ ไม่ว่าจะเอาไปประยุกต์ใช้ในการทำงานเช่นแทนกล้องส่องทางไกลหรือใช้ถ่ายภาพสิ่งของที่อยู่ไกลมาก ๆ ก็ได้ แต่เฟื่องขอแนะนำเพื่อน ๆ ที่อยากเอาไปใช้ซูม 50 เท่านี้ว่าตอนเราถือเครื่องเนี่ย มือต้องนิ่งจริง ๆ ไม่เช่นนั้นภาพที่ได้จะสั่นและออกวุ้น ๆ พอตัวทีเดียว ถ้าอยากซูมระดับนั้น เฟื่องแนะนำว่าควรเตรียมขาตั้งกล้องไปด้วยจะช่วยได้มากเลยล่ะ

อีกจุดหนึ่งที่เฟื่องได้เช็คข้อมูลมาให้เพื่อน ๆ รวมทั้งได้ทดลองใช้งานเองด้วย เฟื่องต้องบอกว่าจุดหนึ่งที่เป็นข้อสังเกตของ Huawei P20 Pro กับ Huawei P30 Pro คือในบางสถานการณ์ Huawei P30 Pro เนี่ย จะถ่ายภาพโดยรวมของห้องและวัตถุในที่แสงน้อยได้ดีจริง แต่เฟื่องแนะนำว่าควรถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติของเขาไปเลยเพราะตัวเครื่องจะจัดการเรื่องการเร่งแสงให้เห็นวัตถุได้ดีกว่า เพราะโหมด Night ที่เฟื่องได้ลองมาจะทำให้วัตถุติดโทนสีเหลือง ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าน่าจะมาจากการที่เปลี่ยนเซนเซอร์จากสีเขียวไปเป็นสีเหลืองนั่นเองค่ะ

รวมทั้งเรื่องของการถ่ายภาพที่แสงตกกระทบวัตถุเข้ากล้องเนี่ย เฟื่องเห็นว่าภาพที่ได้จะออกฟุ้งไปหน่อย ทำให้โทนของภาพได้ไปคนละแนวทางกันกับ Huawei P20 Pro ที่จะจัดการเรื่องความฟุ้งได้ดีกว่า แต่เรื่องของการถ่ายภาพเป็นเรื่องของรสนิยม ดังนั้นเฟื่องแนะนำให้เพื่อน ๆ ไปทดลองถ่ายภาพหรือยืม Huawei P30 Pro ของเพื่อนมาลองถ่ายภาพเล่นสักสองสามภาพดูก่อนแล้วจะตัดสินใจซื้อก็ไม่สายค่ะ

งั้น… ซื้อรุ่นไหนถึงจะเหมาะกับเราที่สุดล่ะ?

มาถึงข้อสรุปของบทความนี้แล้ว ว่าตกลงแล้ว Huawei P30 และ P30 Pro เนี่ย รุ่นไหนจะตอบโจทย์เรามากกว่ากัน? ซึ่งเฟื่องคิดว่าถ้าเพื่อน ๆ เตรียมจะเปลี่ยนเครื่องอยู่แล้วแต่ยังไม่มั่นใจว่าจะยอมเพิ่มเงินสักหนึ่งหมื่นบาทไปเป็นรุ่น Pro จะคุ้มไหม? ดังนั้นเฟื่องสรุปให้ดังนี้ค่ะ

Huawei P30 เนี่ย เป็นรุ่นคุ้มค่าราคาน่าคบหาด้วยราคาที่ 21,990 บาท แต่ได้ฟีเจอร์หลัก ๆ ครบครัน ทั้งชิป Kirin 980 เหมือนกัน ดีไซน์และระบบการปลดล็อคเครื่องด้วยการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเหมือนกันและยังติดตั้งช่องหูฟังแบบ 3.5″ มาเอาใจคนชอบฟังเพลงและเล่นเกมอีกด้วย แต่สำหรับเรื่องแบตเตอรี่อาจจะไม่ได้มากเท่ากับรุ่นใหญ่ ไม่ได้ใส่กล้อง ToF มาให้และใช้เลนส์เทเลโฟโต้ที่ซูมได้แค่ 30 เท่าเพราะไม่ได้เป็นเลนส์ Periscope แบบรุ่น Pro ก็ตาม แต่ถ้าสำหรับคนทั่วไปที่ชอบถ่ายภาพอัพเดทขึ้น Social Media กับเน้นใช้งานด้าน Lifestyle ทั่ว ๆ ไปนั้น เฟื่องมองว่านี่เป็นรุ่นที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งเลยค่ะ

ด้านของรุ่นใหญ่จัดเต็มแบบ Huawei P30 Pro เนี่ย ถ้าเราเป็นคนชอบถ่ายภาพนิ่งเป็นชีวิตจิตใจและไม่อยากซื้อกล้องเพิ่มเพราะไม่ชอบพกอุปกรณ์หลาย ๆ ชิ้นและอยากให้จบในอุปกรณ์ชิ้นเดียว เฟื่องกล้าพูดค่ะว่าเลือกซื้อรุ่นนี้ไปใช้งานแทนกล้องได้เลย ไม่ผิดหวังแน่นอน! รวมทั้งเราจะได้ระบบการชาร์จไร้สายและแบ่งปันพลังงานให้อุปกรณ์ชิ้นอื่นรอบตัวได้เป็นของแถมอีกด้วย

ภาพจากคลิป “แกะกล่อง Huawei P30 Pro ซื้อมาแล้วมีอะไรในกล่องบ้าง? ไปดูกัน!!”

แต่กลับกันกับ Huawei P30 นิดหน่อยคือเขาจะไม่มีช่องหูฟัง 3.5″ ติดตั้งมาให้ แต่ในกล่องก็ยังแถมหูฟังแบบที่ใช้กับช่อง USB-C มาให้ตามได้เห็นในคลิปที่เฟื่องได้แกะกล่องไปเมื่อก่อนหน้านี้แล้วด้วยนะคะ ดังนั้นถ้าเพื่อน ๆ ที่ได้อ่านบทความนี้แล้วตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นไหนล่ะก็ เฟื่องแนะนำว่าเลือกให้อยู่ในงบประมาณที่เราจ่ายได้โดยไม่ลำบากกระเป๋าเงินมากเกินไปแต่ครอบคลุมการใช้งานของเราที่สุดคือเครื่องที่ดีที่สุดของเราค่ะ!

ส่วนถ้าใครอยากจะดูคลิปแกะกล่องของเฟื่องก็เปิดดูได้ด้านล่างนี้เลยนะคะ

และเฟื่องก็ทำคลิปรีวิว Huawei P30 Pro รุ่นนี้ไปแล้วด้วย ถ้าอยากดูต่อก็กดลิ้งค์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ!!

แสดงความเห็น